รูปแบบสัญญาณเสียง

รูปแบบสัญญาณเสียง

สัญญาณเสียงแบบ บาลานซ์(Balance) และ อันบาลานซ์(Unbalance)

          บ่อยครั้งที่เรามักจะเจอปัญหาในการทำงานระบบเสียงนั้นคือเรื่องของสัญญาณที่เข้ามาไม่มีประสิทธิภาพ มีเสียงจี่ฮัมอยู่ตลอดเวลา หรือบางครั้งสัญญาณที่ได้มานั้นได้ความถี่มาไม่ครบถ้วนเราต้องมาแก้ปัญหาด้วยการบิดๆหมุนๆEQ เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการหรือย่างไรก็แล้วแต่ ในบทความนี้เราจะมาเรียนรู้กันเรื่องของสายสัญญาณและหัวสัญญาณรวมถึงการทำสายสัญญาณให้มีคุณภาพกันนะครับเพื่อการได้มาซึ่งสัญญาณเสียงที่ดีในการนำไปผสมเสียง

อันดับแรกเลยคือเรื่องของสัญญาณในระบบออดิโอนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบคือ

สัญาณบาลานซ์(Balance) กับ สัญญาณอันบาลานซ์(Unbalance)

          สัญญาณบาลานซ์(Balance) ในระบบเสียงที่เป็นระดับมืออาชีพนั้นสัญญาณที่ส่งออกมาและใช้กันเราเรียกว่าสัญญาณบาลานซ์(Balance) คุณสมบัติที่ดีของสัญญาณที่เป็นบาลานซ์(Balance)ให้เรานั้นได้คือเสียงรบกวนที่ต่ำเพราะด้วยหลักการทำงานหากเราดูจากรูป

เครดิตรูปภาพ http://www.ians-net.co.uk/

เราจะเห็นได้ว่าในระบบสัญญาณที่เป็นบาลานซ์นั้นจะมีสัญญาณเสียงอยู่ 2 ขั้วนั่นคือขั้ว + (สีแดง) กับขั้ว – (สีน้ำเงิน) ยกตัวอย่างไมโครโฟนที่พอไดอะแฟรมขยับขึ้นลงแล้วจะมีสัญญาณเสียงมาทั้งขั้วบวกและลบ เมื่อสัญญาณเสียงเข้ามาในระบบสายสัญาณแล้วมันจะมีน๊อยซ์ (Noise) หรือเสียงรบกวนในระบบเข้ามาปนกับสัญญาณจริงๆตลอดการเดินทางของสัญญาณเสียง ซึ่งหากเราดูจากรูปเราจะเห็นว่าสัญญาณเสียงที่เข้ามานั้นอยู่คนละเฟส(Phase) นั่นคือเฟสตรงข้ามกัน 180องศา แต่เสียงรบกวนที่ปนอยู่กับสัญญาณทั้ง 2 ขั้วนั้นมีเฟสตรงกันคือ 0 องศา เมื่อสัญาณมาเข้าเกน(Gain) ขยายมันจะกลับขั้วข้างใดข้างหนึ่งให้ตรงกันกับอีกขั้ว เมื่อกลับขั้วแล้วเสียงรบกวนที่ปะปนมาก็จะกลับขั้วด้วยจากตอนแรกที่เสียงรบกวนที่ปนมามีเฟสตรงกันทั้งบวกและลบกลับกลายเป็นว่าเปลี่ยนเฟสไป180องศา เมื่อเสียงรบกวนโดนกลับเฟสให้ตรงข้ามกันเองทำให้เสียงรบกวนนั้นมีความดังลดลง สัญญาณเมื่อกลับขั้วทำให้มีเฟสตรงกันที่แนว Coherence Phase (โคเฮเรนซ์ เฟส)คือแนวศูนย์องศาของคลื่นเสียง ทำให้มีความดังเพิ่มขึ้นอีก 6dB เราก็จะได้สัญญาณที่ดังเพิ่มขึ้นและออกมาสะอาดปราศจากเสียงรบกวนอย่างสิ้นเชิง ข้อดีของระบบบาลานซ์คือสามารถเดินสายสัญญญาณได้ไกลมีเสียงรบกวนต่ำ

          สัญญาณอันบาลานซ์(Unbalance) หากจะให้คุณเคยกับสัญญาณชนิดนี้เราคงต้องเอ่ยถึงเครื่องเล่นดีวีดีตามบ้าน หรือพวกเครื่องเสียงมินิคอมโป ไม่ก็พวกเครื่องดนตรีเช่น กีต้าร์ เบส ล้วนให้สัญญาณออกมาเป็นอันบาลานซ์ทั้งสิ้น หากเราดูจากรูป

เครดิตรูปภาพ http://www.ians-net.co.uk/

สัญญาณที่เป็นอันบาลานซ์แล้วจะเห็นว่าสัญญาณเสียงที่ออกมานั้นมีแค่ขั้วเดียวคือขั้วบวกกับกราวด์และในระบบนั้นแน่นอนว่ามีน๊อยปะปนเข้ามาด้วยเมื่อไม่มีสัญญาณขั้วลบทำให้ไม่สามารถกลับเฟสของน๊อยในระบบได้สัญญาณจึงมีน๊อยหรือเสียงจี่เสียงฮัมปะปนมาด้วยสัญญาณที่ได้จึงไม่สะอาดเท่าที่ควรเมื่อไปเจอกับเครื่องขยายเสียงที่มีกำลังขยายสูงๆด้วยแล้วจะได้ยินน๊อยหรือเสียงรบกวนชัดเจนมาก “การผสมเสียงของเราจึงไม่ระรื่นหูอย่างแน่นอน เมื่อเราใช้สายที่มีความยาวมากๆมันจะทำให้ย่านความถี่สูงสูญเสียไปกับสายสัญญาณเหมือนเราเอาEQไปคัทย่านเสียงสูงออกทำให้เสียงที่ได้ไม่มีคุณภาพ”

ไม่ว่าจะทำงานใหญ่หรืองานเล็กเรื่องของการส่งสัญญาณเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เราควรที่จะทำให้ระบบของเราทั้งหมดเป็น บาลานซ์(Balance) เพื่อลดปัญหาเสียงรบกวนต่างๆที่เกิดขึ้น แล้วเราจะทำให้ระบบทั้งหมดเป็นบาลานซ์(Balance)ได้อย่างไร จะมีอุปกรณ์อยู่ 1 ชนิดในการทำงานระบบเสียงที่เรียกว่า DI หรือชื่อเต็มก็คือ Direct Injection Box

DI Box

          เครื่องมือตัวนี้จะทำหน้าที่แปลงสัญญาณจาก อันบาลานซ์(Unbalance) ให้เป็นสัญญาณ บาลานซ์(Balance) หากเราทำงานในด้านระบบเสียงสมควรที่จะมีไว้ใช้งานเพราะเราไม่สามารถทำให้สัญญาณจากอันบาลานซ์(Unbalance) ให้เป็นบาลานซ์(Balance) ได้โดยการบัดกรีสาย

สิ่งสำคัญอีกเรื่องนึกก็คือระดับสัญญาณที่เข้ามาเราไม่สามารถนำสัญญาณขาออกที่เป็นบาลานซ์(Balance) ไปเข้าช่องสัญญาณขาเข้าที่เป็นอันบาลานซ์(Unbalance) ได้เนื่องจากระดับความแรงที่ต่างกันในทางไฟฟ้า ซึ่งระดับสัญญาณของบาลานซ์นั้นมีค่าเท่ากับ +4dBu แต่ระดับความแรงของสัญญาณอันบาลานซ์ที่รับได้นั้นแค่ -10dBv แน่นอนว่าหากเราต่อระบบจากสัญญาณบาลานซ์(Balance) ไปเข้าระบบที่เป็นอันบาลานซ์(Unbalance) มันจะเกิดอาการเกินของสัญญาณที่เราเรียกในภาษาออดิโอว่า โอเวอร์โหลด(Overload) หรือคลิป(Clip) เสียงที่ได้จะแตกพร่าไม่สามารถนำไปใช้งานได้ เมื่อมีสัญญาณแตกพร่าตั้งแต่ขาเข้าแล้วเมื่อเครื่องขยายเสียงนำสัญญาณเหล่านี้ไปขยายก็เท่ากับว่าเรากำลังสุมไฟเพื่อให้มอดไหม้ลำโพงอยู่นั่นเอง เป็นแบบนี้รับรองได้ว่าไม่ถึงกลางโชว์ลำโพงกลับบ้านเก่าแน่นอน

          เห็นหรือยังครับว่าการที่เราจะเริ่มต้นทำงานด้านระบบเสียงให้ได้ดีนั้นต้องเริ่มจากอะไรกันบ้าง แค่เรื่องเล็กๆน้อยที่หลายๆคนมองข้ามหากเราได้สัญญาณที่ถูกต้องมาตั้งแต่เริ่มต้นไม่จำเป็นต้องปรับแต่งอะไรมากมายเราก็ได้เสียงที่ดีแล้ว หวังว่าคงเป็นแนวทางให้คนที่เริ่มทำงานด้านระบบเสียงไม่มากก็น้อยนะครับ

ครูสอนเสียง – อ.น้อย ทรงพล แจ่มแจ้ง

Share this post

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *