เทศกาลดนตรีฤดูร้อน Summer Sonic 2019 ประเทศญี่ปุ่น

เทศกาลดนตรีฤดูร้อน Summer Sonic 2019 ประเทศญี่ปุ่น

      นี่ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของผมที่ได้เดินทางไปดูคอนเสิร์ตที่เป็นมิวสิคเฟสติวัล ซึ่งถือได้ว่าใหญ่อันดับต้น ๆ ของเอเชีย ปีนี้พิเศษหน่อยเพราะว่าเป็นการครบรอบ 20 ปี ของงานเทศกาลดนตรี Summer Sonic มีวงดัง ๆ ระดับโลกมาเล่นมากมาย อาทิเช่น Red Hot Chili Papers, Bring me The Horizon, The 1975, Machine Gun Kelly, Two Door Cinema Club เป็นต้น และมีวงดัง ๆของญี่ปุ่นมาร่วมเวทีอีกมากมาย เช่น Baby Metal, Black Pink, Man With A Mission งานมีจัดขึ้นที่ 2 เมืองใหญ่ของญี่ปุ่น คือ โตเกียว และ โอซาก้า ผมเลือกไปดูที่โอซาก้า เพราะสถานที่จัดงานเดินทางสะดวก และเวทีแต่ละเวทีนั้นอยู่ไม่ห่างกันมาก สามารถเดินไปดูวงที่ชอบได้สะดวก วงระดับโลกมาเล่นแบบนี้ ระบบการจัดการเรื่องระบบเสียงนั้นก็คงต้องระดับโลกด้วยเช่นกัน และสิ่งที่น่าสนใจคือ เวลาในการเซ็ตอัพระบบของแต่ละวงเค้าทำกันอย่างไรกับโปรดักชั่นใหญ่ขนาดนี้ การเตรียมความพร้อมนั้นต้องดีมากถึงมากที่สุด และก่อนวันงานจะเริ่มนั้นที่โอซาก้ามีพายุเข้า ฝนตกหนักตลอดทั้งคืน ผมก็แอบกังวลอยู่เหมือนกันว่าวันงานจะเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งเราก็จะได้เห็นวิธีการแก้ปัญหาของต่างชาติกัน

    รุ่งเช้าผมเดินทางออกจากโรงแรมที่พักนั่งรถไฟฟ้าและต่อด้วยรถเมล์ไปยังสถานที่จัดงาน ซึ่งจัดที่ Maishima Sonic Park เป็นสนามกีฬาที่ตั้งอยู่บนเกาะ ในเมืองโอซาก้า อากาศที่ญี่ปุ่นวันนั้นถือว่าร้อนและแห้งมาก ต้องมีน้ำเปล่าติดตัวตลอดเวลา เมื่อไปถึงหน้างานได้รับข่าวว่า เวทีหลัก 2 เวทีถูกเลื่อนเวลาแสดงออกไปเนื่องจากเนื่องจากโครงสร้างยังไม่เสร็จเพราะโครงสร้างเป็นหลังคาสูง ผลจากพายุเข้าตอนกลางคืนจึงยังไม่สามารถจัดการแสดงตามกำหนดเวลาเดิมได้  และไม่สามารถบอกได้ว่าจะเริ่มแสดงได้เมื่อไหร่ แต่ที่นี่มีทั้งหมด 4 เวที เป็นเวทีกลางแจ้ง 3 เวที และ Indoor 1 เวที ซึ่งเวทีกลางแจ้งทั้ง 3 เวทีนั้นมีหลังคาทั้งหมด เวทีเล็กนั้นสามารถแสดงได้ตามกำหนดเวลา เพราะหลังคาไม่สูงมากจึงไม่มีผลกระทบจากพายุมากนัก แต่อีก 2 เวทีนั้นซึ่งมีวงระดับโลกมาเล่นทั้งหมดกำลังเตรียมงานติดตั้งอย่างเต็มที่เพื่อให้ทันเวลาแสดง ผมเลยได้แวะดูที่เวทีเล็กก่อน ชื่อว่า Massive Stage

Summer Sonic2019_LiveForSound-6
Massive Stage

     วงหลัก ๆ ที่เล่นเวทีนี้ก็จะเป็นวงน้องใหม่ของญี่ปุ่น หรือที่บ้านเราเรียกว่าวงอินดี้นั่นเอง ผมเดินไปถึงเวทีได้ยินเสียงบนเวทีมีการซาวด์เช็คกันอยู่ คนก็ยืนรออยู่หน้าเวทีดูศิลปินซาวด์เช็ค มีเปิดเสียงออก PA บ้างเป็นครั้งคราว เวลาในการซาวด์เช็คนั้นไม่เกิน 20 นาที และเมื่อเช็คเสร็จก็เล่นเลย ไม่เหมือนบ้านเราที่ต้องแหกขี้ตาตื่นมาตั้งแต่เช้ามืดเพื่อมาซาวด์เช็คและเล่นวงสุดท้ายตอนตี 3 บางทีไม่มีหลังคาต้องตากแดดให้ร่างกายพังกันไป ที่ญี่ปุ่นมีหลังคาและแอร์เป่าบนเวทีให้ทีมงาน ในส่วน FOH ของเวที Massive Stage นั้นทางทีมงานได้จัดเตรียม Mixer ไว้ 2 ตัวหลักๆ เป็นยี่ห้อ AVID รุ่น VENUE และ Sub Mix เป็น Digico SD11 ผมสังเกตคือจะมีท่อเครื่องปรับอากาศวิ่งผ่านอุปกรณ์ที่ทำงานทุกตัวใน FOH ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของระบบเสียงรวมถึงระบบแสง เพราะแน่นอนว่าความร้อนนั้นเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของเครื่องมืออีเล็กทรอนิกส์ ลำโพงหลักๆที่ใช้ที่เวที Massive Stage นั้นเป็น JBL รุ่น Vertec ทั้งหมดข้างละ 9 ใบ แม้หลังคาไม่สูงมากทางงานก็จัดระบบเสียงมาอย่างเต็มที่ ถ้าเป็นบ้านเราถ้าเห็นเวทีขนาดนี้คิดว่าคงเอาลำโพงมาแขวนแค่ 6 ใบก็พอ การที่เค้าแขวนเยอะๆนั้นไม่ใช่ว่ากลัวไม่ดัง เพราะยังไงความดังที่ทางงานกำหนดนั้นคือไม่เกิน 100dB การที่ใช้ลำโพงเยอะๆแขวนยาวๆนั้น สิ่งที่ได้ตามมาก็คือ การควบคุมย่านความถี่ต่ำที่ดีขึ้นไม่ฟุ้งกระจายจนทำให้เสียงต่ำฟังไม่กระชับ หลังจากที่รอจนถึงช่วงเวลาประมาณบ่าย 3 โมง เวที Mountain Stage ก็เปิดให้ผู้คนได้เข้าไปชม ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดเดิมถึง 4 ชั่วโมง ทางผู้จัดใช้วิธีตัดวงออกไป เพื่อให้เป็นไปตามกำหนดเวลาเดิม โดยวงที่เล่นวงแรกที่เวที Mountain คือวง Machine Gun Kelly ต่อด้วยวง Bring Me The Horizon และปิดท้ายด้วยวงดังจากญี่ปุ่น Baby Metal สิ่งที่ผมเฝ้าสังเกตตลอดเวลาที่ดูทั้ง 3 วงนั่นก็คือ ทุกวงใช้โปรดักส์ชั่นที่ตัวเองเตรียมมาทั้งสิ้น และก็ซาวด์เช็ค ณ ตอนก่อนที่จะเล่นเลย คนดูก็ดูการเซ็ตอัพระบบของวงไป เมื่อถึงเวลาวงก็ออกมาเล่น เสียงที่ได้ยินนั้นถือว่าดีมาก ๆ กับเวลาเตรียมอุปกรณ์แค่ 40นาที นั่นบ่งบอกถึงความพร้อมของผู้จัดงานที่หาทีมโปรดักส์ชั่นมืออาชีพมาทำระบบแสง เสียง ภาพ ได้อย่างไม่มีข้อผิดพลาด และความเป็นมืออาชีพของทีมงานวงดนตรีที่มาเล่น ทำให้มีข้อผิดพลาดในด้านเทคนิคน้อยมาก การจัดระบบเสียงดังทั่วถึงทุกจุดในการรับฟัง ระบบแสงก็เตรียมมาอย่างดี ในเรื่องระบบแสงที่สังเกตได้ก็คือ ทุกวงจะออกแบบระบบแสงให้มีส่วนของ Light Ratio ได้ดีมาก ๆ ไม่สว่างจนทำให้ดึงดูความสนใจจากนักแสดง และสิ่งที่สำคัญที่สังเกตอีกอย่างก็คือ มีเครื่องวัดความเร็วลมติดที่บนโครงสร้างด้วย มิกเซอร์ที่เตรียมไว้มี 2ตัวคือ AVID รุ่น S6L และอีกตัวเป็น MIdas รุ่น Pro9 เป็นของทางวง Bring Me The Horizon นำมาเอง SubMix ก็จะเป็น Digico SD11

Summer Sonic2019_LiveForSound-39
เครื่องวัดกระแสลม ติดตั้งบนทาวเวอร์ แขวนลำโพง

    หลังจากที่ดูเวที Mountain Stage อย่างจุใจ ผมก็รีบไปดูวงระดับโลกอีกวงที่เล่นที่เวทีใหญ่อีกเวที นั่นคือวง Red Hot Chili Papers คนดูที่เวทีใหญ่นี้เยอะมากๆ น่าจะมีราว ๆ 6-7หมื่นคน เต็มพื้นที่ของลานจัดแสดง ผมประทับใจโปรดักส์ชั่นของทางวงมาก ๆ แม้จะเป็นมิวสิคเฟสติวัล แต่วงก็ใช้โปรดักส์ชั่นของการทัวร์คอนเสิร์ตมาเต็มรูปแบบ ไม่อยากเชื่อว่าเค้าจัดอุปกรณ์กันแค่ 40 นาที ทั้งระบบภาพ แสง เสียง ทุกอย่างออกมาลงตัว ความดังไม่เกิน 100dB เหมือนเดิม ไม่มีเกินไปกว่านี้ จบลงด้วยความประทับใจ

    สิ่งที่ได้เห็นและสำคัญมาก ๆ ในงานนี้ คือการแก้ปัญหาของทางผู้จัด แม้อาจจะขัดใจคนที่ซื้อบัตรไปบ้างในเรื่องของการตัดวงออกเพื่อให้เวลาทุกอย่างอยู่ในกำหนดการเดิม ก็เข้าใจได้ว่า ต้องเลิกตามรารางงานเดิม ไม่งั้นจะติดปัญหาเรื่องของเสียงดังที่ไปรบกวนชุมชน และที่แน่ ๆ คือ เค้าใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของคนทำงาน ประเทศไทยน่าจะรวมกันเพื่อเรียกร้องสิทธิของคนทำงานบ้าง อย่างเช่น หลังคากันแดด หรือเครื่องปรับอากาศสำหรับคนและอุปกรณ์ เพราะสิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องของความปลอดภัยในร่างกายและชีวิตทั้งสิ้น หากครั้งหน้ามีโอกาสได้ไปต่างประเทศอีก ก็จะเก็บภาพบรรยากาศมาให้ได้ชมกันอีกนะครับ

Summer Sonic2019_LiveForSound-94
วง Red Hot Chili Papers เวที Ocean Stage

บทความโดย – ทรงพล แจ่มแจ้ง

[envira-gallery id=”6648″]

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email

Share this post