ความกดอากาศ(Air Pressure) มีผลต่อเสียงอย่างไร

ความกดอากาศ(Air Pressure) มีผลต่อเสียงอย่างไร

ความกดอากาศ(Air Pressure)
มีผลต่อเสียงอย่างไร

เชื่อว่าหลายคนคงเคยประสบปัญหา หรือมีข้อสงสัยว่า เวลาที่เราได้ทำการเช็คเสียงเครื่องดนตรีต่างๆทั้งหมดพร้อมเช็คระบบเสียงทุกอย่างตอนกลางวันเสร็จสิ้นเรียบร้อย พอถึงเวลาแสดงจริงตอนกลางคืน กลับได้ยินเสียงที่ไม่เหมือนตอนกลางวันที่ได้ทำการซาวด์เช็คเอาไว้ หรือแม้แต่การขนระบบเสียงไปติดตั้งในที่ต่างๆ กลับได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน แม้ระบบเสียงที่ใช้ จะเป็นชุดเดียวกันก็ตาม สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากหลายๆปัจจัยหลายๆอย่าง แต่เราจะหยิบยกมาหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ ความกดอากาศ หรือ Air Pressure (แอร์ เพร้ดซเชอ)

ความกดอากาศ(Air Pressure) หมายถึง น้ำหนักของอากาศที่กดทับอยู่ในบริเวณนั้น ๆ ปกติเราสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่รู้สึกถึงความกดอากาศ เนื่องจากร่างกายมีส่วนประกอบของอากาศอยู่ ซึ่งความกดอากาศภายในร่างกาย มีแรงดันเท่ากับภายนอก ทำให้เราไม่รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด ความกดอากาศนั้น แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ความกดอากาศต่ำ ที่แทนสัญลักษณ์ด้วยตัว L หมายถึง บริเวณที่มีน้ำหนักของอากาศน้อย อากาศเบาบาง และลอยตัวขึ้นสูง อุณหภูมิของอากาศสูง และความกดอากาศสูง แทนสัญลักษณ์ด้วยตัว H หมายถึง บริเวณที่มีน้ำหนักของอากาศมาก อากาศลอยตัวได้ต่ำ อุณหภูมิของอากาศต่ำ ดังนั้นในบริเวณที่เกิดความกดอากาศต่ำ อุณหภูมิสูง อากาศจะลอยตัวขึ้นสูง แล้วถูกทดแทนด้วยความกดอากาศสูง ที่มีอุณหภูมิต่ำ เกิดไอน้ำจำนวนมาก มีทั้งลม และเมฆฝน ยกตัวอย่าง เช่น บนภูเขาสูง อากาศนั้นจะเบาบาง เวลาเราขึ้นไป จะรู้สึกว่าหายใจลำบาก เพราะบริเวณนั้นมีความกดอากาศต่ำ และมักจะมีลมแรง ความชื้นสูง มีเมฆ และฝนปกคลุม ส่วนบริเวณ ที่เกิดความกดอากาศสูง มวลอากาศร้อนที่ลอยตัวขึ้นสูง โดยปราศจากไอน้ำ จะไปปะทะความเย็นที่ชั้นบรรยากาศ เกิดการสะสมปริมาณ ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นและอากาศที่เย็นโดยปราศจากความชื้นจะตกลงมายังพื้นผิวอีกครั้ง จะมีอากาศที่เย็น แห้ง และท้องฟ้าแจ่มใส ในฤดูหนาว เราจะรู้สึกว่าอากาศแห้ง ทำให้ผิวหนังแตก มีแดดแรงเพราะบนท้องฟ้าไม่มีเมฆ จากตัวอย่างเราจะสังเกตุได้ว่า ความกดอากาศ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ และความชื้นในบริเวณนั้นๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อเสียงอย่างแน่นอน


คราวนี้เรามาดูเรื่องความเร็วเสียงในอากาศกันบ้าง เสียงเดินทางในอากาศที่อุณหภูมิ 25°C ได้ความเร็วประมาณ 346 เมตร/วินาที และในอากาศที่อุณหภูมิ 20°C ได้ประมาณ 343 เมตร/วินาที ความเร็วที่เสียงเดินทางได้นั้น จะมีค่ามากขึ้นหรือน้อยลง มันขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของตัวกลางเป็นหลัก ยกตัวอย่าง ในกรณีการวางตู้ลำโพงดิเลย์ในระยะต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าแม้แต่ในพื้นที่เดียวกัน กลางวัน กลางคืน อุณหภูมิย่อมมีความแตกต่างกัน ความเร็วเสียงในอากาศต่างกัน กลางวันหน่วงสัญญาณเสียงที่ลำโพงดิเลย์ได้ตรงกับลำโพงหลัก ได้เสียงที่พอใจ แต่พอตกกลางคืนอุณหภูมิต่ำลง เสียงเดินทางในอากาศช้าลง ความเร็วเสียงเปลี่ยน ทำให้เราได้ยินเสียงที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้ยังมีปัจจัยที่ส่งผลต่อความถี่เสียงโดยตรง นั่นคือ ความชื้นในอากาศ(Humidity)

ความชื้นในอากาศ(Humidity) หมายถึง ละอองน้ำเล็กๆที่อยู่ในอากาศ จะมีเป็นจำนวนมากในพื้นที่ที่มีความกดอากาศต่ำ เปรียบเสมือนม่านบางๆ ที่สามารถดูดซับเสียง(Absorber)ได้ในบางความถี่เสียง โดยเฉพาะความถี่เสียงสูงนั่นเอง ซึ่งค่าการดูดซับความถี่จะแปรเปลี่ยนไปตาม อุณหภูมิและระยะทางอีกด้วย

ดังนั้นสรุปได้ว่า ความกดอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น และเสียง ล้วนมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการคิดออกแบบติดตั้งระบบเสียงอย่างมีประสิทธิภาพ จะเห็นได้จากโปรแกรมออกแบบระบบเสียงจะต้องเริ่มต้นด้วยการให้ป้อนค่า ความกดอากาศ อุณหภูมิ และความชื้น ก่อนการใช้งานทุกครั้ง เพื่อความแม่นยำ

สนใจดูสินค้าระบบเสียงได้ที่ www.siamsoundstore.com

Share this post