System gain structure เบื้องต้น ตอนที่2

System gain structure เบื้องต้น ตอนที่2

     เราทราบเเล้วว่าระดับสัญญาณเสียงที่ดีต้องอยู่ในระดับที่ไม่ต่ำไปจนถึง Noise floor เเละไม่ควรที่จะสูงจนเกิน Headroom ของอุปกรณ์นั้นๆเเต่ในการใช้งานจริงกลับมีอุปกรณ์ระบบเสียงมากมายที่ต่อพ่วงกัน ซึ่งอุปกรณ์เเต่ละชนิดต่างก็ต้องการระดับสัญญาณที่เเตกต่างกันออกไปด้วย จึงนำมาสู่การเซตอัพ gain structure ในอุปกรณ์ระบบเสียงที่มีความเเตกต่างกัน

      ในการซื้ออุปกรณ์ระบบเสียงเเต่ละครั้งเราจะเห็นสเปคที่ติดมากับอุปกรณ์ชิ้นนั้นที่ซื้อมาด้วย ในตัวอย่างรูปที่ 1 เเสดงถึงระดับสัญญาณเสียง Output Mixer เเละ Input Digital signal processor ซึ่งมักจะเป็นอุปกรณ์ที่ทำการต่อพ่วงกัน จากสเปคจะเห็นได้ว่าอุปกรณ์ทั้งสองตัวนั้นมี Head room ที่ต่างกัน ในกรณีที่ Output Mixer ทำงานเต็ม Head room ที่ Input ของ Digital signal processor ย่อมเกิดภาวะ Clip หรือ เกิดเสียงเเตกขึ้นมาในระบบ เนื่องจากสัญญาณที่ส่งมานั้นเกินกว่าที่อุปกรณือีกตัวจะรับได้ เหมือนกับฝนตกหนักและมีน้ำมากเกินกว่าเขื่อนจะรับได้ น้ำมันเลยล้นออกมาท่วมสร้างความเสียหายนั่นเองซึ่งวิธีการจัดการกับระดับสัญญาณเสียงจะเเบ่งออกเป็น 4วิธีดังนี้

Print
รูปที่ 1 เปรียบเทียบสเปคของอุปกรณ์ทั้ง 2

     1. ไม่ต้องทำอะไร (Do nothing) เเต่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงไม่ต้องสนใจ เเต่นั้นหมายความว่า ต้องระวังไม่ให้ระดับสัญญาณ Output ของอุปกรณ์ก่อนหน้า เกิน Headroom Input ของอุปกรณ์ตัวถัดไปอย่างเด็ดขาด ยกตัวอย่างจากรูปที่1 เป็นการเปรียบเทียบสเปกของอุปกรณ์ ซึ่ง Output ของ Mixer นั้น จะต้องมีความแรงของสัญญาณขาออกไม่เกิน +18dBu เพื่อไม่ให้เกิน Headroom ที่ Input Digital signal processor รับได้คือ +18dBu ต่อให้เราเร่งความแรงสัญญาณขาออกของมิกเซอร์ได้ถึง +24dBu ก็เถอะตามรูปที่ 2 ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ ขับรถเข้าโค้ง แล้วโค้งนั้นรับความเร็วได้แค่ 100กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่เราเหยียบคันเร่งมา 120กิโลเมตร/ชั่วโมง รับรองว่าแหกโค้งแน่นอน

Gain structure2_VU+18peak-01
รูปที่ 2 สัญญาณขาออกต้องไม่เกินสัญญาณขาเข้า

     2. ย้อนกลับไปจัดการที่มิกเซอร์ (Back off the mixer) หมายความว่าจัดการที่ตัวควบคุม Output Level ของอุปกรณ์ก่อนหน้า ให้สัมพันธ์กับ Input ของอุปกรณ์ตัวถัดไป ยกตัวอย่างจากรูปที่1 Output Mixer มี Headroom สูงกว่า Input Digital signal processor อยู่ 6dB ดังนั้นเราสามารถดึงเฟดเดอร์ที่ Output ของ Mixer มาอยู่ที่ -6dB ได้เลย ตามตัวอย่างรูปที่ 3

Gain structure2_masterfader-6dB-01
รูปที่ 3 ลด Master Fader

     3. ลดทอนสัญญาณ (Pad the mixer) หลายท่านคงคุ้นเคยกับคำว่า Pad ตาม mixer, DI Box เเละอุปกรณ์ในระบบเสียงต่างๆ ในที่นี้จะหมายถึงการนำเอาอุปกรณ์มาขั้นระหว่างกลางระหว่าง output เเละ input ของอุปกรณ์ต่อพ่วงเเล้วลดทอนสัญญาณลงให้อยู่ในระดับที่พอดี

     4. ลดระดับสัญญาณInput  (Reduce input level) ลดระดับสัญญาณInput จะเป็นวิธีที่ตรงข้ามกับข้อ2 วิธีนี้จะปรับลดสัญญาณเสียงที่ภาค input ของอุปกรณ์ที่รับสัญญาณ เเทนที่จะลดสัญญาณเสียงที่ภาค output ของอุปกรณ์ที่ส่งสัญญาณ (เเบบข้อที่2) โดยค่าที่ลดก็จะตามความต่างของ Headroom ในอุปกรณ์นั้นๆ

Gain structure2_masterfader0dB-01
รูปที่ 4 ลดสัญญาณ Input ที่ Processor

      จะเห็นได้ว่าวิธีการจัดการกับสัญญาณเสียงที่เข้ามายังอุปกรณ์เสียงไม่ใช่เรื่องที่ยากที่จะทำความเข้าใจ เเต่ในวิธีการจัดการในรูปเเบบต่างๆย่อมมีทั้งข้อดีเเละข้อเสียที่แต่งแตกต่างกัน การเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมนอกจากจะได้สัญญาณเสียงที่ดีเข้ามาในระบบเเล้วนั้น ยังส่งผลถึงการยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ต่างๆในระบบ ตลอดจนป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกด้วย

Untitled-2-01

บทความโดย – เอกพัฒน์ มั่นคง Sound System Engineer

Share this post

Share on facebook
Share on print
Share on email

Share this post